fbpx
Knowledges and Entertainments

พระอาจารย์ไพศาลชี้ ” ไม่มีหรอกปีชง แถมยังสวนทางกับพระพุทธศาสนา “

135

เรียกได้ว่าหลายๆคนเชื่อในเรื่องปีชง สำหรับคำว่า ปีชง มาจากความเชื่อทางโหราศาสตร์ของจีน โดยเกี่ยวข้องกับองค์เทพไท้ส่วย หรือที่รู้จักกันดีในนาม “เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา” ซึ่งเป็นเทพผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ และมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละปี

คำว่า “ไท้ส่วย” ยังมีความหมายถึงดาวพฤหัสบดีในภาษาจีนโบราณ ซึ่งดาวพฤหัสบดีนี้เองก็ถือว่าเป็นประธานของดาวศุภเคราะห์ ซึ่งหมายถึง คุณธรรม ความดี โชคลาภ ทรัพย์สิน ในความเชื่อทางโหราศาสตร์ของไทย ดังนั้นจึงมีการเชื่อมโยงว่าหากดาวพฤหัสบดีไม่ดีในความเชื่อทางโหราศาสตร์ไทย หรือหากปีนักษัตรใดปะทะหรือได้รับผลร้ายจากเทพ “ไท้ส่วย” จะทำให้ปีนั้นจะเป็นปีที่ได้รับผลไม่ดี หรือที่เราเรียกว่า ปีชง นั่นเอง แต่ในทางพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่าอย่างไรไปดูกันเลยค่ะ

มีเพจ ชื่อเพจว่า ธรรมะจากพระอริยสงฆ์ ได้โพสต์บทความเกี่ยวกับ ความเชื่อเรื่องปีชง ให้ชาวพุทธได้รู้ถึงความเป็นจริงว่า ปีชง นั้น ไม่มีในหลักพระพุทธศาสนา โดยหยิบยกบทความของ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

“ปีชง ไม่มีอยู่ในคำสอนพุทธศาสนา กลับสวนทางกับคำสอนด้วยซ้ำ” พระอาจารย์ไพศาล วิสัชนาความเชื่อเรื่อง ‘ชง’ ไม่มีอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนา ที่จริงกลับสวนทางกับคำสอนด้วยซ้ำ ระบุแทนที่จะเชื่อฤกษ์ยาม แนะให้มั่นคงในความดี มีความเพียร และใช้สติปัญญา จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนเองปราถนา

ปุจฉา – กราบนมัสการพระคุณเจ้า อยากกราบเรียนถามพระคุณเจ้าในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการชงว่า เท็จจริงในศาสนาพุทธมีหลักคำสอนเกี่ยวกับในเรื่องนี้อย่างไร ว่าควรเชื่อในการชงหรือใช้พิจารณญาณในการดำเนินชีวิตคิดตัดสินใจ

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนา – พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ฤกษ์ยามนั้นไม่สำคัญเท่ากับกรรมคือการกระทำ หากทำดีด้วยความพากเพียรแล้ว ย่อมได้รับประโยชน์ดังหวัง โดยไม่จำต้องพึ่งฤกษ์ยาม คนที่เอาแต่พึ่งฤกษ์ยาม ไม่รู้จักพึ่งตนเองนั้น ถือว่าเป็นคนโง่ ดังมีพุทธพจน์ว่า

“ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ผู้มัวถือฤกษ์อยู่”
อันที่จริงเมื่อใดที่เราทำความดี เมื่อนั้นก็เป็นฤกษ์ดี ยามดีอยู่แล้ว ดังมีพุทธพจน์อีกตอนหนึ่งว่า….“สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นย่อมชื่อว่าเป็น ฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี”

หลายๆคนคงจะเห็นแล้วว่าความเชื่อเรื่องชงนั้นไม่มีอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนา ที่จริงกลับสวนทางกับคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยซ้ำ หากจะทำอะไรก็ตาม ก็ให้มั่นคงในความดี มีความเพียร และใช้สติปัญญา รวมทั้งคำนึงถึงคำสอนของพระพุทธองค์เรื่องสัปปุริสธรรม นั่น คือ จะทำอะไรก็ตา …
ควรรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน และรู้จักบุคคลหากรู้ทั้ง ๗ ประการนี้แล้ว ก็ย่อมประสบความสำเร็จ มีชีวิตที่เจริญงอกงาม

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ แล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล

ขอบคุณข้อมูลจาก : ธรรมะจากพระอริยสงฆ์

ขอบคุณ ที่มา : partiharn.com

error: Content is protected !!