fbpx

ด่วน ลุงพล ยื่นหลักฐานสำคัญส่งผู้การฯ กูรูชี้ทิ้งศพที่โล่งลวงตำรวจฆ่าอำพราง

2,848

เรียกได้ว่ายังปิดคดีไม่ได้เลยจ้า สำหรับคดีน้องชมพู่ ที่หมู่บ้าน กกกอก หลังไม่กี่วันมานี้ ยูทูบช่องหนึ่ง ปล่อยคลิปเสียงปริศนา EP4 ผู้หญิงคุยกับคนในบ้านกกกอก โดยคนในบ้านกกกอก ตั้งข้อสันนิฐานว่า ตอนเจอศพน้องชมพู่ แล้วส่งไปตรวจชันสูตรครอบครัวไม่เห็นมีใครไปสักคน มีแต่ลุงพลที่ตามไป ตั้งแต่รับน้องมาที่จังหวัดอุบลฯ มาไว้ที่บ้าน

สอบถาม ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการสถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า หากจะวิเคราห์เรื่องการวางศพน้องชมพู่ในที่โล่ง ซึ่งจะต้องเป็นกรณีที่มีคนทำให้น้องชมพู่ตาย จะต้องดูวัตถุประสงค์ของการพาเด็กขึ้นไปบนเขาเพราะอะไร มีเจตนาหวังจะข่มขืน หรือล่วงละเมิดทางเพศหรือไม่

แต่ทั้งนี้การขึ้นไปบนเขา ด้วยร่างกายที่น้องชมพู่เป็นเด็ก อ่อนแอกว่าผู้ใหญ่อยู่แล้ว อาจเป็นลมหรือหมดสติ ดังนั้นคนที่พาน้องไปอาจจะต้องการวางศพไว้ในที่โล่ง เพื่อทำให้เห็นว่าน้องชมพู่เดินหลงมาตายเอง เพราะวิสัยของคดีฆาตกรรมส่วนใหญ่ คนร้ายมักจะปิดบัง ซ่อนเร้น อำพราง หรือชำแหละ และถ้าทำแบบนั้นกับน้องชมพู่ ภายหลังก็จะรู้ได้อย่างชัดเจนว่า เป็นการตายผิดปกติ ตำรวจก็จะมุ่งตามหาคนร้ายเพียงประเด็นเดียว

ส่วนเหตุผลที่ไม่นำศพน้องชมพู่ไปซ้อนให้มิดชิด หรือซ้อนในถ้ำและซอกหิน ดร.กฤษณพงค์ บอกว่า อย่าลืมว่าการซ้อนศพ เมื่อเวลาผ่านไปจะเหลือกระดูก กะโหลก ที่เชื่อว่าเป็นชิ้นส่วนของเด็กให้เห็น ฉะนั้นข้อสันนิษฐานก็จะพุ่งเป้าไปที่เด็กถูกฆาตกรรม

พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช ฉายาสารวัตรแรมโบ้ อดีตผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ และอดีตสารวัตรกองปราบนครบาล มองว่า คลิปเสียงที่มีการคาดว่า มีคนวางร่างน้องบนโขดหินในที่โล่งแจ้ง สื่อถึงคนร้ายเตรียมการมาอย่างดี สามารถซ่อนในถ้ำ หรือซอกหินก็ได้เพื่อไม่ให้มีคนเห็น แต่คนร้ายต้องการให้คนมาเห็น แต่ต้องผ่านไปหลายวันแล้ว เพื่อให้ร่างน้องเน่าเปื่อย เมื่อพบศพแล้ว ทำให้ไม่สามารถพิสูจน์การเสียชีวิตได้ ที่ไม่มีรอยยุงกัด เพราะน้องชมพู่เสียชีวิตจากด้านล่าง

น้องชมพู่ไม่มีทางที่จะเดินหลงทางไปจนเสียชีวิตแน่นอน คาดว่าน่าจะเสียชีวิตจากคนทำร้าย ซึ่งพบรอยแผลบนร่าง เหมือนโดนของมีคมแทง 2 จุดที่ก้น เชื่อว่าน้องเสียชีวิตด้านล่าง คนร้ายต้องการให้คนเห็น จึงมาวางร่างไว้ เวลากลางคืน ตามเส้นทางที่มีการนำวัวควายมาเลี้ยง

เรื่องที่คนในคลิปที่หมอปลา ปล่อยมา 4 EP ทางยูทูบ แล้วผู้ชายคนในคลิป ออกมาบอกว่า พูดโกหก เพราะรำคาญคนที่คุยด้วย ส่วนตัวมองว่า คงกลัวเรื่องคลิปเสียง กลัวโดนฟ้องร้อง หรือสอบเป็นพยาน จึงออกมาพูดแบบนั้น มองว่า ตำรวจน่าจะนำตัวคนพูดไปสอบปากคำ และขอย้ำว่า คลิปที่ปล่อยออกมาเป็นหลักฐานสำคัญ มีประโยชน์มาก ทำให้เรามองเห็นภาพในคดีนี้มากขึ้น

นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล เปิดเผยว่า คลิปเสียงนี้จะเชื่อถือได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ต้องนำไปพิสูจน์ว่า เรื่องราวที่พูดเป็นไปได้ขนาดไหน ส่วนประเด็นที่พ่อกับแม่น้องชมพู่ขึ้นเขาไปตอนตี 1 วันที่ 12 พ.ค.63 ตามที่ผู้ใหญ่บอกในคลิป วันนั้นป้าเต๋น ไปบ้านน้องชมพู่ ช่วงเช้า พบกับ ยายสมควร บอกว่า แม่ขึ้นไปหาน้องชมพู่ ยังไม่กลับลงมา

ลุงพลบอกอีกว่า ถ้าคลิปนี้มีมูลความจริง คงต้องเป็นเรื่องที่ตำรวจ สืบหาความจริงต่อไป ขณะเดียวกันตนฟังคลิปแล้ว คิดว่าคนพูดไม่น่าจะพูดเพราะถูกบังคับ ไม่น่าจะตอบแบบรำคาญ แต่พูดออกมาจากความรู้สึก ขณะเดียวกันประเด็นที่มีคนบอกว่าคนร้ายอยู่ในบ้านนั้นหมายความว่าอย่างไร คงจะต้องไปถามคนที่พูด

โดยในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย.63 หากหมอปลา มาหาที่บ้าน ก็คงจะต้องไปหาผู้การจังหวัด เพื่อมอบคลิปเสียงพร้อมหมอปลา เพราะพิสูจน์ความจริงให้กระจ่างชัด

ส่วนกรณีเพจเฟซบุ๊ก “หมอปลาช่วยด้วย” เผยแพร่คลิปเสียงสนทนาของหญิงกับชายคนหนี่งที่มีเสียงคล้ายกับนายนิ่ม เงินนาม ผู้ใหญ่บ้านกกกอก โดยเนื้อหาการสนทนาจะเกี่ยวกับคดีของน้องชมพู่นั้น

ทีมข่าวเดินทางไปที่หมู่บ้านกกกอก ได้พูดคุยกับนายม็อค (นามสมมติ) พยายลุงพล ในฐานะคนในหมู่บ้าน เปิดเผยว่า กรณีคลิปเสียงที่หลุดออกมา มีการพูดคุยทำนองว่า “แม่น้องชมพู่ ขึ้นเขาไปตอนตี 1 เมื่อวันที่ 12 พ.ค.63 เพื่อตามหาน้องชมพู่เพียงลำพัง” ส่วนตัวไม่ทราบว่า จริงหรือไม่ เพราะเริ่มค้นหาชมพู่ในช่วงสาย แล้วมีการค้าหาคนละทาง ไปทางอ่างกบ ไม่ได้ขึ้นไปยังเส้นทางเจอศพ และไม่ได้แวะบ้านน้องชมพู่ จึงไม่รู้ว่าอยู่บ้านหรือไม่

แต่ภายหลังวันที่ 12 พ.ค.63 ตนได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันหนาหูว่า พ่อแม่ แอบไปหาลูกที่ภูเหล็กไฟเพียงลำพัง ซึ่งไม่รู้ว่าไปถึงไหน ดังนั้นหากย้อนดูคำสัมภาษณ์เก่า ที่แม่ของน้องชมพู่เคยพูดเอาไว้ ก็จะรู้ว่าเคยพูดจริงว่าไฟส่องกบแบตหมด

ส่วนเรื่องที่ตาชาญ มีการพูดลักษณะทำนองว่าคนร้ายคือคนในบ้านนั้น นายม็อค บอกว่า ตนขอไม่แสดงความเห็น เพราะไม่รู้ตาชาญว่าต้องการสื่อสารถึงอะไร และถ้าหากพูดไปก็จัดสร้างความเดือดร้อน รวมถึงทำให้เกิดความแตกแยก ดังนั้นขอไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็น