fbpx

สารวัตร แรมโบ้ ยืนยัน น้องชมพู่ไม่ตายฟรี ตำรวจรู้หมดแล้วใครทำหน้าที่อะไร

2,880

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.63 บนโลกออนไลน์ มีการเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์และให้ความสนใจ หลังนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้ไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊ก ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมโดยนายอัจฉริยะ ระบุว่า อาจจะมีการปิดคดีน้องชมพู่ตายโดยไม่มีคนร้าย และจะปิดด้วยคดี ช. คือ การตายแบบผิดธรรมชาตินั้น “คดีน้องชมพู่ตายฟรี ไม่สามารถจับคนร้ายได้

นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล ผู้ต้องสงสัยคดีน้องชมพู่ บอกว่า ประเด็นไลฟ์สดที่มีคนพูดว่า น้องชมพู่ตายฟรี ไม่สามารถจับคนร้ายได้ ตนอยากถามเจ้าหน้าที่ว่า อย่างนั้นพอจะมีหลักฐานอะไรบ้างพอจะเชื่อมโยงไปถึงคนที่ทำน้องชมพู่ได้ ส่วนเรื่องคดีจะจบแบบไหน จับคนร้ายได้หรือไม่ หรือต้องพักคดีก็คงต้องรอตำรวจออกมาแถลงว่า คดีคืบหน้าไปถึงไหน ส่วนเรื่องเป็นหนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธกส. ตอนนั้นทาง ธกส. ก็มีนโยบายพักหนี้ และพักมาหลายปี เรื่องที่มีคนบอกว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารทวงหนี้ที่บ้าน ไม่เป็นความจริง ทาง ธกส. มีหนังสือให้จ่ายหนี้ก็ไปจ่าย ส่วนค่างวดรถตนจ่ายมาโดยตลอด บางทีค้างก็ไม่ถึงเดือน หาเงินไม่ทันก็จ่ายแบบคาบลูกคาบดอกไป ยืนยันว่ามีการมาทวงหนี้หน้าบ้านนั้น ไม่เป็นความจริง

ขณะนี้ได้ปรึกษาทางผู้ใหญ่ใจดี และทนายท่านหนึ่ง ก็จะไปแจ้งความฟ้องร้องคนที่มากล่าวหาส่วนจะไปวันไหนยังไม่ได้กำหนด อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมหลักฐาน ที่ทำแบบนี้เพราะตนและครอบครัวเสียหายหนัก ถึงจะไม่ใช่คนใหญ่คนโต แต่คนเรามีศักดิ์ศรี ตนรับไม่ได้ ใครที่ทำความผิดก็ควรได้รับโทษ ส่วนคนที่ไม่ได้ทำก็ไม่ควรนำมาพูดผ่านสื่อ เพราะจะทำให้คนนั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงระดับโลกได้ สื่อโซเชียลฯ มันไปเร็ว

พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช ฉายาสารวัตรแรมโบ้ อดีตผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ และอดีตสารวัตรกองปราบนครบาล กล่าวว่า ประเด็นโลกโซเชียลฯ ที่มีคนออกมาพูดว่า น้องน้องชมพู่ตายฟรี ตำรวจจับใครไม่ได้ ตนยืนยันและมั่นใจว่าเป็นไปไม่ได้ ตำรวจไทยเก่งที่สุดในโลก ตอนนี้ตำรวจกำลังทำงานกันอยู่ ตนเป็นตำรวจที่เกษีณไปแล้ว แต่ก็ได้รวบรวมเงินรางวัลเป็นรางวัลนำจับ และให้กับคนที่แจ้งเบาะแส เราต้องช่วยกัน ต้องให้กำลังใจกัน โดยเฉพาะตำรวจไทย คดีใหญ่ ๆ ลึกลับซับซ้อน ที่ผ่านมา ตำรวจก็จับได้หมด ตอนนี้รู้ตัวหมดแล้ว ใครฆ่า ใครจัดฉาก เพียงแต่รอหลักฐานเท่านั้น จึงคิดว่า หากมีเงินรางวัลนำจับ และเงินรางวัลให้ผู้ที่แจ้งเบาะแสมาล่อใจ คนร้ายอาจแตกคอกันเอง และออกมาให้ข้อมูล อย่างไรก็ตามความรู้สึกจากใจตนอยากบอกว่า น้องชมพู่ต้องไม่ตายฟรี

เงินรางวัลที่ตั้งไว้ เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจกับพลเมืองดี ที่กล้าออกมาสู้ความจริง อยากฝากถึงผู้กระทำความผิด อยากให้คนผิดออกมาพูดความจริง กล้ารับผิด เชื่อว่าสังคมจะให้อภัย ถ้าหลังจากนี้ผ่านไป ความจริงปรากฏขึ้นมา เชื่อว่าสังคมจะไม่ให้อภัยเด็ดขาด เรื่องวันเวลา และการหายตัวของน้องชมพู่ ยืนยันว่าน้องเดินขึ้นเขาไปเสียชีวิตด้วยตัวเอง เป็นไปไม่ได้ ส่วนเรื่องคน ๆ เดียว จะอาศัยเวลาช่วงเช้าพาน้องชมพู่ขึ้นไปเป็นบนเขาเหล็กไฟ ก็เป็นไปไม่ได้ เชื่อว่าคนร้ายทำงานกันหลายคน วันที่ 11 พ.ค.63 เป็นไปไม่ได้ที่จะแบกน้องชมพู่ขึ้นเขา เพราะต้องมีคนเห็น ดังนั้นตนเชื่อว่าน้องน่าจะเสียชีวิต วันที่ 10 พ.ค.63 ด้านล่าง และมีการจัดฉากกัน

ทีมข่าวเดินทางไปเจอกับนายม็อค (นามสมมติ) พยานของลุงพล หรือนายไชยพล ลุงของน้องชมพู่ ซึ่งตำรวจชุดสืบสวนได้พานายม็อคไปชี้จุด ย้อนเส้นทางการเดินทางลุงพลไปส่งพระที่วัดภูกะโล้น จ.มุกดาหาร ซึ่งหลังจากออกจากวัด ได้มีการจอดแวะชื้อของ 2 ตลาด คือ ตลาดหนองสูง เพื่อชื้อเงาะ และตลาดบัวขาว ซื้อปลาเผา ผัก ขนมโตเกียว ลูกตาล ก่อนเดินทางกลับหมู่บ้านเพื่อช่วยคนหาน้องชมพู่

โดยตำรวจขอให้นายม็อค พาไปชี้จุดแบบละเอียด เพื่อเทียบกับคำให้การของลุงพล โดยเอาบันทึกคำให้การที่พิมพ์ไว้ในกระดาษเอ 4 สีขาว มาเป็นตัวเทียบกับการชี้จุด ตามคำให้การของลุงพล และได้มีการเทียบเวลาในการแวะซื้อของ รวมถึงเก็บข้อมูลกับบุคคลที่ลุงพลแวะทักทาย นายม็อค บอกว่า ตำรวจพาตนไปชี้จุด และลงจากรถไปพูดคุยกับบุคคลที่ได้มีโอกาสเจอกับลุงพล หลังจากกลับมาจากวัดส่งพระ แวะจุดสำคัญต่าง ๆ เช่น ตลาดหนองสูง ซึ่งมีการซื้อเงาะ ในตอนนั้น รถกระบะลุงพลจอดอยู่ข้างทาง คนในรถลงมาจากรถทุกคน แต่ลุงพลเดินข้ามถนน ไปฝั่งตลาดเพื่อซื้อเงาะ จำนวน 6 กิโลกรัม 2 ถุงใหญ่ 200 บาท ซึ่งลุงพลบอกจะข้ามไปซื้อเอง ทุกคนจึงรออยู่ที่รถ

หลังจากกลับมาขึ้นรถก็ออกเดินทางต่อ ไปที่ตลาดบัวขาว ในตอนนั้นเมฆฝนตั้งเค้า ฝนใกล้จะตก ลุงพลให้ผู้หญิงรอในรถ จึงมีตนกับลุงพลลงไป 2 คน ไปซื้อของในตลาดบัวขาว โดยมีการชื้อของในตลาด อาทิ ปลานิลเผา ผักสด ขนมโตเกียว และลูกตาล ซึ่งใช้เวลารอแม่ค้าปลอกลูกตาลนานพอสมควร รวมเวลาจ่ายตลาด 30-35 นาที ก็รีบขึ้นรถ เพราะตอนนั้นฝนลงเม็ดแล้ว จึงไม่ได้มีการจอดแวะชื้อของอะไรอีก จนกระทั่งไปถึงที่หมู่บ้าน ก็นำของที่ซื้อมาแขวนไว้ที่หน้าบ้านตนเอง รถกระบะลุงพลจอดอยู่หน้าบ้านตรงเสาไฟฟ้า ลุงพลเดินตรงเข้าไปในซอยบ้านน้องชมพู่ เพื่อไปถามความคืบหน้าที่หลานหายตัวไป

ทีมข่าวได้เดินทางไปที่ตลาดบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นทางผ่านของลุงพล หลังไปส่งพระที่วัดภูกะโล้น ตามคำให้การของลุงพล และจุดที่ตำรวจชุดสืบสวนพานายม็อคมาชี้จุดแวะชื้อของในตลาด ก่อนเดินทางกลับกกกอก ทีมข่าวเดินทางไปเข้าสำรวจและพูดคุยกับแม่ค้าในตลาด เพื่อสอบถามร้านที่ลุงพลกับนายม็อค แวะชื้อของก่อนกลับหมู่บ้านเพื่อช่วยค้นหาชมพู่ โดยพบว่าวันนี้ร้านปลาทูมีอยู่จริง แต่ลูกสาวมาขายแทน ไม่เจอแม่ค้าที่เป็นเจ้าของร้าน

ส่วนร้านขายผักพบว่ามี 6 ร้าน จากการสอบถามอ้างไม่มีตำรวจหรือเห็นลุงพลมาชื้อ ร้านขนมโตเกียวปิดร้านไปแล้ว เพราะเศษฐกิจไม่ดี ร้านลูกตาลวันนี้ไม่มาขาย ส่วนร้านปลาเผาพบว่ามีอยู่จริง เปิดขายอยู่หน้าตลาดน.ส.สุจิตรา ว่องไว หรือ จอย อายุ 31 ปี แม่ค้าขายปลาเผา เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีตำรวจแวะมาถามข้อมูลลุงพลที่แวะมาชื้อปลาเผาว่า เคยมาซื้อหรือไม่ ตนก็นึกไม่ออกว่าคนดังคือใคร จึงได้แต่ตอบว่าไม่ทราบ จำไม่ได้ จนกระทั่ง 3-4 วันก่อน ที่ตำรวจพานายม็อคมาที่ตลาด แต่ตนก็ไม่รู้จักอีกว่าชายคนดังกล่าวเป็นใคร ซึ่งชี้จุดว่ามีการมาชื้อปลาเผาที่ร้านตน จากนั้นตำรวจได้มายืนคุย พร้อมกับมีการบันทึกการสอบปากคำ แต่ไม่ได้มีการเซ็นเอกสารใด ๆ พร้อมขอเบอร์โทรศัพท์ บอกจะโทรมาถามข้อมูลเพิ่ม จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครติดต่อมา ทั้งนี้แม้ว่าตำรวจจะมาถามกี่ครั้ง หรือแม้แต่ทีมข่าวมาถาม ตนก็ตอบไม่ได้ว่า เจอลุงพลหรือไม่ เพราะช่วงนั้นลูกค้าเยอะ แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ที่สำคัญลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาชื้อของ อาจมีการสวมใส่หน้ากากอนามัยช่วงโควิด-19 จึงยากที่จะแยกลูกค้าได้ เว้นแต่ว่าถ้าลุงพล ป้าแต๋น ย้อนมาตลาดช่วงนี้ ก็อาจจำได้แม่น เนื่องจากลุงป้าดังแล้ว มีคนรู้จักแล้ว

ประกอบกับตำรวจได้ถามถึงร้านอื่น ๆ ที่อ้างว่า ลุงพลได้แวะซื้อของ อาทิ ร้านลูกตาล ร้านขนมโตเกียว 2 ร้านไม่ได้มาขายพักใหญ่แล้ว จึงไม่รู้ว่ามีการชื้อขาย หรือจะจำลุงพลในวันที่ 11 พ.ค.63 ได้หรือไม่ จากนั้นตำรวจก็ได้เดินเก็บข้อมูลทั่วตลาด พร้อมทั้งพานายม็อคไปชี้จุดร้านอื่น ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องอย่างไร

จากนั้นทีมข่าวมีโอกาสคุยกับนางนลิน เงินนาม หรือป้าถอน พยานของลุงพล เปิดเผยว่า กรณีที่มีโทรศัพท์ โทรเข้ามาถามวันที่ 11 พ.ค.63 ตอนไปส่งพระ พูดทำนองว่า “เอาน้องชมพู่ขึ้นรถไปด้วยหรือไม่” ตนได้รับสายดังกล่าวจริง โดยเป็นเบอร์ของนายเสริม แต่มีนางสาวิตรี แม่น้องชมพู่เป็นคนถาม ซึ่งพูดว่า “เอาชมพู่ติดรถไปด้วยไหม หากันไม่เจอ” ตนและคนในรถก็ตอบว่า “ไม่ได้เอาไป ไปส่งพระจะเอาไปได้อย่างไร”

ดังนั้นจึงยืนยันว่า ในวันที่ไปส่งพระ ไม่ได้มีน้องชมพู่อยู่ในรถ เพราะตอนที่ออกจากหมู่บ้าน ก็ไม่เห็นน้องชมพู่วิ่งออกมาขึ้นรถ จึงเป็นไปไม่ได้ที่เด็กจะขึ้นรถไปพร้อมกับกลุ่มของตน ส่วนกรณีที่มีการรวมเงิน เพื่อเป็นรางวัลนำจับสำหรับเบาะแสคนร้าย ที่ล่าสุดรวมเงินได้กว่า 300,000 บาทแล้วนั้น ป้าถอน บอกว่า จำนวนเงินดังกล่าว สามารถที่จะทำให้คดีมีความคืบหน้าได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนกล้าไหม ถ้าเป็นไปได้คนที่รู้เรื่องนี้หรือรู้เบาะแส ก็ให้ไปบอกกับตำรวจ อย่างน้อยก็สามารถปิดคดีได้เร็วขึ้น และทำให้คดีน้องชมพู่ได้รับความเป็นธรรม

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ทนายความ และประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ระบุว่า ในส่วนขั้นตอนสรุปคดีน้องชมพู่ อย่างแรกคือ คดีน้องชมพู่ เป็นคดีชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการเสียชีวิต ว่าน้องชมพู่เสียชีวิตได้อย่างไร 1.หากการเสียชีวิตเกิดจากการป่วย สัตว์กัด อุบัติเหตุเสียชีวิตเอง มีการสรุปคดีว่าเสียชีวิตเอง จากนั้นมีการสรุปคดีส่งอัยการ และอัยการส่งศาล คดีเป็นอันสิ้นสุด

2.ถ้าหากตำรวจตรวจแล้วพบว่าเป็นคดีฆาตกรรม จะมีการสรุปสำนวนเป็นคดีอาญา แล้วส่งอัยการ

สำหรับขั้นตอนที่มีการส่งอัยการ กรณีรับเป็นคดีอาญานั้น จะมีเวลาประมาณ 1 ปี ที่จะต้องหาหลักฐานมาว่า ใครทำให้น้องชมพู่ถึงแก่ความตาย ถ้าสามารถหาได้ก็จะมีการยื่นศาลอนุมัติหมายจับ เรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหา ส่งอัยการ แล้วส่งฟ้องศาล แต่ถ้าหากหาหลักฐานไม่ได้ เมื่อครบระยะเวลา 1 ปี ตำรวจสามารถยื่นต่อพนักงานอัยการ เพื่อของดการสอบสวนออกไปก่อน จนกว่าจะมีหลักฐานใหม่ หรือที่เรียกว่าเป็นการ “พักคดี” เพราะไม่มีหลักฐานแล้ว หากเจ้าหน้าที่ตำรวจพักคดี งดการสอบสวน

ต่อไปจะเป็นหน้าที่ของ พ่อแม่น้องชมพู่ ที่จะต้องหาพยานหลักฐานมาเพิ่มให้ได้ เพื่อให้ตำรวจทำการสอบสวนเพิ่ม แต่ทั้งนี้คดีเกิดขึ้นที่จุดนั้น แม้จะไปนำหลักฐานส่วนอื่นมา ก็จะไม่เข้ากับพยานในที่เกิดเหตุ เพราะฉะนั้นหลักฐานที่มีอยู่แล้ว ต้องมาวิเคราะห์กันใหม่ว่าเกิดอะไรขึ้น และมองว่าคดีน้องชมพู่ ไม่ใช่คดีที่ยากขนาดนั้น แต่ทำไมตำรวจถึงปิดไม่ได้ก็ไม่ทราบ ตรงข้ามกับบางคดีที่มีเพียงโครงกระดูกในป่า ตำรวจยังสามารถปิดคดีได้ หากคดีน้องชมพู่ ผ่านไปครบ 1 ปีแล้วยังไม่สามารถที่จะระบุผู้กระทำความผิดได้ จะกลายเป็น “เรื่องที่ยาก” ซึ่งแนะนำพ่อแม่น้องชมพู่ ครอบครัว ญาติ ต้องต่อสู้มากขึ้น เดินทางไปพึ่งให้ DSI ช่วยคลี่คลายคดี เพราะหากหวังพึ่งตำรวจไม่ไหว ลองไปพึ่งหน่วยงานอื่นดู อาจจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง

นายรณณรงค์ ยังระบุว่า ทันทีที่หมอปลาและลุงพลติดต่อให้ช่วยฟ้องนายอัจฉริยะ ทางทีมทนายมีการตอบรับทันที ตอบรับให้การช่วยเหลือทันที ซึ่งได้พูดคุยกับทางลุงพลว่า หากลุงพลต้องการดำเนินการฟ้อง “นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่อ อาชญากรรม” ภายในสัปดาห์นี้ ตนหาทนายที่มีความต้องการทำคดีนี้และมีความตั้งใจ ที่จะช่วยลุงพล ฟ้องนายอัจฉริยะ อย่างเต็มที่ จึงตัดสินใจให้ ทนายตั้ม-ษิทรา เบี้ยบังเกิด เป็นผู้ดูแลคดีนี้และเตรียมฟ้องนายอัจฉริยะ ขณะนี้มีการร่างฟ้องเรียบร้อยแล้ว เตรียมไปฟ้องนายอัฉริยะ ที่ศาลอาญาในวันที่ 14 ก.ย.63 เวลา 10.00 น. โดยเตรียมฟ้องคดีอาญา และหมิ่นประมาท ทั้งนี้ทนายรณรงค์ ระบุว่า ถ้าหากยังไลฟ์สดพูดถึง หรือพาดพิงลุงพล หรือใครในหมู่บ้านกกกอก ก็พร้อมจำช่วยดำเนินการฟ้องนาย

ทีมข่าวได้มาพูดคุยกับหมอปลา หรือนายจีรพันธ์ เพชรขาว ถึงประเด็นที่เกิดขึ้น โดยหมอปลาให้สัมภาษณ์ว่า ตนก็พอทราบเรื่องราวที่ลุงพลถูกบุคคล ๆ หนึ่งกล่าวหาว่ามีเจ้าหน้าที่ของธนาคารมาทวงหนี้ถึงบ้านแล้ว และได้พูดคุยกับลุงพลเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ไม่มีเจ้าหน้าที่ธนาคารมาทวงหนี้ลุงพลถึงบ้าน คิดว่าบุคคลที่ออกมากล่าวหานั้น ต้องการเกาะกระแสกับลุงพล สิ่งที่พูดไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ทางด้านหมอปลาและลุงพล ก็ได้ปรึกษาทนายษิทรา เบี้ยบังเกิด

และนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร แล้วในการฟ้องดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าว และวันที่ 12 ก.ย.63 เวลา 10.00 น. ลุงพลก็จะเดินทางไปพูดคุยและปรึกษากับทนายษิทรา และทนายรณรงค์ ในการฟ้องดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าว ซึ่งจะเดินทางไปฟ้องดำเนินคดีที่ศาลอาญาในวันที่ 14 กันยายน 63 อัจฉริยะ เรื่อย ๆ ฝากถึงบุคคลที่กำลังจะโดนฟ้องว่า รอรับหมายศาลได้เลยครับ