fbpx

ลุงพล ป้าแต๋น พร้อมมอบเงิน 1 แสน ตั้งรางวัล

1,592

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.63 ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ภายในหมู่บ้านกกกอก จ.มุกดาหาร เพื่อติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับทางคดี โดยพบว่าวันนี้ตำรวจชุดสืบในคดีน้องชมพู่ ไม่ได้ลงพื้นที่สอบถามหรือเรียกสอบปากคำชาวบ้าน ซึ่งมีเพียงรถสืบ ขับเวียนสังเกต และผ่านไปยังซอยต่าง ๆ

ทีมข่าวได้คุย กับนายม๊อค (นามสมมติ) ชาวบ้านในหมู่บ้านกกกอก ในฐานะพยานที่พบเห็นลุงพล ในวันที่ 11 พ.ค.63 ช่วงที่น้องชมพู่หายไป เปิดเผยว่า ในพื้นที่กกกอกพบว่าตำรวจฝ่ายสืบสวนยังพักอยู่ในพื้นที่ ทำงานหาเบาะแสและข้อมูลตามเดิม แต่จะขับรถผ่านตามซอยที่สำคัญอย่างบ้านน้องชมพู่ และบ้านลุงพล แล้วจอดสังเกตการณ์เป็นบางจุด แต่ไม่มีการเข้าไปสอบปากคำ หรือสอบถามเหมือนช่วงที่ผ่าน ๆ มา

โดยตำรวจ เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ไม่ส่งชุดตำรวจลงพื้นที่คุยชาวบ้าน แต่ส่งชุดสายสืบแฝงตัวกับกลุ่มชาวบ้าน คุย สอบถาม และเดินสำรวจบ้านหลังต่าง ๆ ในพื้นที่กกกอก ซึ่งส่วนตัวเคยเจอกับสืบสวนกลุ่มดังกล่าว จะทำตัวเนียนเหมือนคนพื้นที่ แต่ชาวบ้านก็ดูออกแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร

ชุดสืบที่แฝงตัวมากับชาวบ้าน มักจะเดินสำรวจซอยต่าง ๆ และจะเข้าซอยบ้านน้องชมพู่ ไปเป็นระยะ สอดส่องสายตา รวมถึงเข้าไปสอบถามลักษณะเหมือนคุยปกติ มักจะพบเห็นกลุ่มชุดสืบที่แฝงตัวมา นั่งอยู่บริเวณหน้าบ้านลุงพล คุยกับชาวบ้านเพื่อหาข้อมูลเพิ่ม ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามีการเก็บข้อมูลอะไรบ้างจากบ้านทั้ง 2 หลัง อย่างไรก็ตาม กรณีที่นายบุญทัน วิเคราะห์ว่า ตำรวจเรียกพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับลุงพลไปสอบ และชี้จุดลักษณะเหมือนเป็นการยืนยันเพื่อตัดบุคคลต้องสงสัยนั้น ส่วนตัวบอกว่ามีความเป็นไปได้ ดังนั้นก็เชื่อว่าเป็นผลดีคืบหน้าทางคดีเหมือนกัน

ขณะที่บ้านน้องชมพู่ บริเวณหน้าบ้านได้มีการกั้นผนังไม้เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเป็นการต่อเดิมบ้านจากเดิม เนื่องจากช่วงนี้เป็นฤดูฝน จึงสร้างไว้เพื่อบังฝน นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่ของน้องชมพู่ ให้ข้อมูลว่า กรณีที่มีข่าวลือว่า เมื่อวานนี้ตนถูกตำรวจหิ้วไปสอบสวนนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อวานตนก็อยู่บ้านตลอดทั้งวัน เพียงแค่ช่วงเย็นมีตำรวจชุดสืบสวนคดีน้องชมพู่ เดินทางมาให้กำลังใจและยืนยันว่ายังทำงานอยู่ ซึ่งนั่งอยู่ไม่นานก็เดินทางกลับ อย่างไรก็ตาม กรณีที่ตำรวจเรียกลุงม็อคไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะอาจจะมีบางข้อสงสัยที่ตำรวจจะยังไม่เข้าใจ

ทีมข่าวเดินทางไปพูดคุยกับนางดอน มะลิรส ชาวบ้านกกกอก เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 พ.ค.63 ที่น้องชมพู่หายไป ขณะที่ลุงพลขับรถขึ้นไปรับพระสุรัตน์ที่วัดภูผาแอกนั้น ตนกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวของวัด และลุงพลก็เดินมาที่ครัวและนำกระสอบข้าวสารไป 1 กระสอบ เพราะตนเป็นขอข้าวสารจากพระอธิการบุญมา ให้กับลุงพลเอง ซึ่งตนยืนยันว่าได้เจอกับลุงพลตอนไปรับพระที่วัดจริง เพียงแต่ตนจำเวลาไม่ได้ รวมถึงตนก็ไม่รู้ว่าลุงพลออกจากวัดไปตอนไหน เพราะว่าตนทำกับข้าวอยู่ในครัว

นางดอน กล่าวต่อว่า ตอนแรกตนก็จำไม่ได้ว่าเจอกับลุงพลวันที่ 10 หรือวันที่ 11 พ.ค.63 แต่เมื่อได้คุยกับลุงม็อคก็จำได้ว่าน่าจะเป็นวันที่ 11 พ.ค.63 เพราะตอนที่ลุงพลเดินทางไปส่งพระนั้น ลุงม็อคเห็นถุงข้าวสารนั่นหมายถึงวันนั้นเป็นวันที่ 11 พ.ค.63 อย่างไรก็ตาม กรณีที่ตำรวจนำตัวลุงม็อคไปชี้จุดต่าง ๆ เพราะต้องการจะรู้ว่าลุงม็อคและป้าถอนเดินทางไปกับลุงพลจริงหรือไม่ ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าตำรวจจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร แต่ตนก็พร้อมที่จะเป็นพยานให้ลุงพล แต่สามารถยืนยันได้เพียงว่าเห็นลุงพลอยู่ที่วัดภูผาแอกเท่านั้น

นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล ลุงของน้องชมพู่ เปิดเผยว่า กรรีตำรวจเรียกสอบพยาน และเข้าไปสอบแม่น้องชมพู่เพิ่มเติม ตนไม่สนใจอะไร เพราะคิดว่าตำรวจทำตามหน้าที่ ตำรวจอาจสอบถามเพิ่มในส่วนที่ขาด แต่ไม่ใช่เป็นการหาหลักฐานเพื่อมาเอาผิดตนอย่างแน่นอน นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น ป้าของน้องชมพู่ เปิดเผยว่า

ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไร เพราะเชื่อว่าตำรวจสอบไปหมดแล้ว ดังนั้นหากมีใครเปลี่ยนคำให้การ หรือเปลี่ยนจุดยืน ตนก็ไม่สงใจอะไร เพราะคิดว่าตำรวจคงยึดจากสิ่งที่ให้สัมภาษณ์ไปครั้งแรก การที่ตำรวจเข้าไปสอบหรือพาไปชี้จุดอีกครั้ง เป็นการทบทวนความจำเท่านั้นว่า ยังเหมือนเดิมหรือไม่ และยืนยันว่า ตนไม่เคยคุยกับพยาน หรือให้พยานต้องเปลี่ยนในสิ่งที่ให้การกับตำรวจไปแล้ว ส่วนที่ตำรวจไปสอบปากคำ แม่น้องชมพู่เพิ่ม ตนก็ไม่กังวล คิดว่าคงไปคุยเรื่องความคืบหน้าเท่านั้น เพราะจนถึงทุกวันนี้กี่วันแล้ว ทำไมยังไม่มีอะไรคืบหน้า ดังนั้นตนก็ได้แต่เฝ้าติดความความคืบหน้าเหมือนกัน

นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล ลุงของน้องชมพู่ เปิดเผยกรณีตั้งรางวัลนำจับ ว่า ส่วนตัวได้คุยกับป้าแต๋นแล้ว จะแบ่งเงิน ที่ได้รับจากพรีเซนเตอร์แบรนด์สินค้า 150,000 บาท ซึ่งนำเงิน 100,000 บาท ตั้งเป็นรางวัลนำจับ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คดีมีความคืบหน้า ตนก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะคิดว่าเป็นเงินที่ช่วยเหลือหลาน แต่อยากให้คดีมีความคืบหน้ามากขึ้น และอยากให้ผู้ที่สนใจอยากเพิ่มเงินรางวัลนำจับ ติดต่อมาที่ตน แล้วทำให้เงินจำนวน 100,000 บาท มียอดที่เพิ่มขึ้น เพื่อให้คดีคลี่คลายไปได้โดยเร็ว นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น ป้าของน้องชมพู่ เปิดเผยว่า ตนทราบข่าวจากคำแนะนำของสารวัตรแรมโบ้ ก็ได้มีการพูดคุยกับลุงพลแล้ว ซึ่งตกลงกันว่าจะเตรียมเงิน 100,000 บาท สำหรับรางวัลนำจับ เพื่อชมพู่ ไม่เสียดาย

พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช ฉายาสารวัตรแรมโบ้ อดีตผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ และอดีตสารวัตรกองปราบนครบาล กล่าวว่า เรื่องที่ลุงพลมอบเงิน 1 แสนบาท จากค่าตัวที่ไปออกงานต่าง ๆ เป็นเงินรางวัลนำจับ และให้กับคนที่แจ้งเบาะแสคดีน้องชมพู่ มันสะท้อนถึงความจริงใจที่ลุงพล อยากให้ตำรวจได้ตัวคนร้ายให้ได้ เป็นการแสดงออกถึงความจริงใจ ขณะเดียวกัน สาวัตรแรมโบ้ บอกอีกว่า ส่วนตัวขอมอบเงิน 2 หมื่นบาท สมทบทุนกับลุงพล รวมเป็น 1.2 หมื่นบาท เป็นเงินรางวัลนำจับคดีน้องชมพู่ อยากให้พลเมืองดีทั่วประเทศ ออกมาให้เงินรางวัลคดีน้องชมพู่ ถ้าได้เงินหลายแสน หรือหลักล้านบาท มั่นใจว่า จะจับคนร้ายได้แน่นอน เพราะเป็นการล่อบางคนรู้เห็น แต่ไม่กล้าออกมาพูด เนื่องจากกลัวความไม่ปลอดภัย แต่ถ้ามีเงินล่อ คนที่รู้เห็นซึ่งอาจไม่ใช่คนร่วมกระทำผิด เขาก็อาจจะออกมาเป็นพยานให้ และคนร้ายจะรับสารภาพโดยจำนนต่อหลักฐาน

ส่วนเรื่องตำรวจเชิญลุงม็อค ไปพูดคุย และพาไปชี้จุดส่งพระที่วัดภูกะโล้น เป็นผลดีกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะตัวลุงพล เป็นผลดีกับคดี พนักงานสอบสวนจะได้ตัดทุก ๆ ประเด็นออก เพื่อดูว่ากลุ่มคนร้ายเป็นใคร เวลาที่แน่นอน เด็กหายไปตอนไหนกันแน่ เมื่อตำรวจได้ข้อมูลแล้ว จะไปวิเคราะห์จนตกผลึก ยืนยันเป็นผลดี เป็นการเคลียร์ทุกประเด็น เพื่อไม่ให้จับแพะ

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการการปฏิรูปตำรวจ วิเคราะห์ให้อมรินทร์ทีวีฟังว่า การเชิญนายม็อคไปสอบปากคำเพิ่มเติม ไม่ได้เป็นผลดีกับใครเลย เพราะยิ่งสอบมากยิ่งงง สอบไปสอบมานายม็อคก็จะงง สอบจนมีพิรุธให้ได้ อีกอย่างประชาชนไม่ได้มีหน้าที่แค่การแสดงความบริสุทธิ์

ตำรวจต่างหากที่ต้องไปหาพยานในการกระทำผิด ไม่ใช่มาเค้นสอบเพื่อให้ประชาชนเป็นเป้าความผิด เมื่อสรุปว่า การสอบนายม็อค เป็นผลดีอย่างไร สารวัตรแรมโบ้ บอกว่า “เป็นผลดีกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะลุงพล ตำรวจจะได้ตัดบางประเด็นที่สงสัยออก ส่วนพ.ต.อ.วิรุตม์ บอกว่า ไม่เป็นผลดีกับใครเลย ยิ่งสอบมากยิ่งงง